ความเคลื่อนไหวเพื่อก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองในสังคมไทย โดยกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยที่ดำรงอยู่นั้น ก่อให้เกิดผลกระทบกับมิติการเมืองของประเทศอย่างเป็นรูปธรรม หากแต่การเปลี่ยนแปลงไปสู่เป้าหมายที่กลุ่มคาดหวังนั้น ก็ถูกกระแสโลกโลกาภิวัตน์ติดตามตรวจสอบและบางสถานะสร้างข้อจำกัดกับการเปลี่ ยนแปลงได้เช่นกัน
โดยเฉพาะอย่างยิ่งการที่ประเทศฝ่ายตะวันตกติดตามสถานการณ์ทางการเมือ งในประเทศไทยและพากันรายงานข่าวไปในทิศทางต่าง ๆ โดยที่แต่ละประเทศหลักเหล่านั้นมีสมมุติฐานความเป็นประชาธิปไตยบนตัวแบบตะวั นตกและมองเฉพาะมิติเชิงองค์กรหรือรูปแบบของประชาธิปไตยที่เป็นทางการ ย่อมตีความและเข้าใจเหตุการณ์ทางการเมืองไทยไปแบบหนึ่ง
ตัวอย่างเช่นสื่อทางสหรัฐและยุโรปมักมองว่าเหตุการณ์เคลื่อนไหวของกล ุ่มพันธมิตรฯ มีความต่อเนื่องมาจากการปฏิวัติครั้งที่แล้วและยังทำการเปลี่ยนแปลงไม่สำเร็ จจึงได้รณรงค์อย่างต่อเนื่อง หากแต่เป็นการเคลื่อนไหวที่มีมิติความรุนแรงผสม บางสื่ออาจก้าวไปถึงผู้ที่สนับสนุนอยู่เบื้องหลังซึ่งในสังคมไทยเองไม่มีใคร กล่าวรายงานเช่นนั้นได้
ต่างชาติมองว่าประเทศไทยเองเป็นตัวแบบของประเทศที่มีความสำเร็จในการ พัฒนาประชาธิปไตยจากสภาวะเผด็จการทหารไปสู่ความเป็นประชาธิปไตยแนวทางสากล ดังนั้นหากประเทศไทยจะก้าวถอยหลังไปสู่ระบบเผด็จการรูปแบบต่าง ๆ เช่น ใช้กำลังปฏิวัติหรือเป็นรูปแบบการปกครองโดยเผด็จการกลุ่มชนต่าง ๆ แล้ว ประชาคมโลกที่เขาอ้างถึงก็จะไม่สามารถยอมรับได้และจะมีการตอบโต้ประเทศไทยถึ งขั้นเป็นแนวทางเดียวกับที่ได้กระทำกรณีเผด็จการพม่าอย่างไรอย่างนั้น
ผ ู้เขียนเห็นว่าในด้านหนึ่งแล้วการวินิจฉัยของนานาชาติต่อความเป็นประชาธิปไต ยหรือปัญหาความไม่เป็นประชาธิปไตยในสังคมไทยนั้นไม่ควรจะตั้งอยู่บนสมมติฐาน การวิเคราะห์ปัญหาเฉพาะการมองรูปแบบของประชาธิปไตยที่เป็นทางการ เช่น มองแค่รัฐใดมีการเลือกตั้ง มีพรรคการเมือง มีรัฐสภา และดำเนินกิจกรรมทางการเมืองไปต่อเนื่องโดยไม่สดุดหยุดลงด้วยวิธีการนอกระบบ แล้ว แปลว่าเป็นรัฐที่มีประชาธิปไตย
หากแต่ควรมองว่าปัญหาประชาธิปไตยในเนื้อหาของรัฐนั้น ๆ มีตัวแปรหรือปัจจัยเหตุมาจากสิ่งใดและที่สำคัญควรช่วยคิดแก้ปัญหาด้วยว่าจะส นับสนุนรัฐนั้น ๆ ให้แก้ปัญหาในด้านเนื้อหาได้อย่างไร เช่น ในกรณีของรัฐไทย ผู้เขียนเห็นว่าเป็นปัญหาการรวมศูนย์ผูกขาดเชิงโครงสร้างอำนาจ เศรษฐกิจ และการเมือง ของคนกลุ่มน้อยที่เข้ามาแสวงประโยชน์จากกลไกประชาธิปไตย โดยเฉพาะจากระบบการเลือกตั้ง ทำให้เมื่อใช้กลไกดังกล่าวในสภาพที่โครงสร้างถูกผูกขาด กลุ่มทุนมักจะได้อำนาจการเมืองไปครอบครอง
ถ้าหากมีมุมมองหรือแนวทางการวิเคราะห์ปัญหาเช่นนี้แล้วเชื่อว่าสื่อต ่างชาติรวมถึงชุมชนนานาชาติจะเกิดความเข้าใจทันทีว่าเหตุใดการปฏิวัติเมื่อป ีที่ผ่านมา ทำไมประชาชนพากันนำดอกไม้ไปมอบให้คณะปฏิวัติโดยไม่มีการต่อต้านหรือประท้วงจ ากกลุ่มชนเลยหรือหากมีก็น้อยมาก
แต่อย่างไรก็ตามภายใต้หนึ่งขวบปีของการปฏิวัติ คณะผู้เกี่ยวข้องทั้งหลายมิได้ตั้งใจหรือพยายามจะแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้าง ทำแค่เพียงแก้เกณฑ์หรือวิธีการจุกจิกในเรื่องการเลือกตั้งและที่มาต่าง ๆ ของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง แถมยังไม่เข้าใจตรรกของทฤษฎีเชิงโครงสร้างที่ว่า บุคคลเป็นผลพวงของโครงสร้าง คณะผู้เกี่ยวข้องทั้งหลายจึงมุ่งเพียงทำลายล้างและสังหารตัวบุคคลคนเดียวให้ ดับดิ้นลงไปโดยไม่แตะปัญหาเชิงโครงสร้าง
ผลลัพธ์คือเมื่อโครงสร้างดำรงอยู่พอจัดให้มีการเลือกตั้งอีกครั้งหนึ ่ง ตัวแทนราษฎรที่ประชาชนเลือกเข้ามาจึงมีลักษณะในความสัมพันธ์เชิงอำนาจไม่เปล ี่ยนแปลงไปจากเดิม หากใช้ตัวแปรนี้วิเคราะห์หรือประเมินการปฏิวัติแล้ว จะทราบคำตอบถึงประสิทธิผลของการปฏิวัติได้เป็นอย่างดี แถมสังคมไทยยังได้สภาวะใหม่อันเป็นผลพวงของการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวคือ ความแตกแยกทางความคิดของผู้คนในสังคมอย่างเป็นรูปธรรมอีกด้วย
ในวันนี้สถานการณ์อยู่ในสภาวะน่าวิตกเพราะต่างฝ่ายต่างมีการสร้างความชอบธรรม ในเรื่องการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองที่กลุ่มมีความประสงค์ดีอยากให้รัฐไทยเปล ี่ยนแปลงไปสู่จุดมุ่งหมาย ดังกล่าว แต่ละกลุ่มสามารถใช้ความชอบธรรมของตนระดมประชาชนทั้งชนชั้นกลางและอื่น ๆ เข้าร่วมขบวนการรวมถึงมีความคิดในเชิงตรงข้ามกับอีกกลุ่มหนึ่งในลักษณะพร้อม ใช้ความรุนแรงอยู่ด้วย
สถาบันหรือองค์กรหลักในสังคมก็ถูกลากพานำไปสู่ความเป็นฝักฝ่ายทางแนว คิดและสภาวะความเป็นกลางถูกบีบบังคับให้เหลือน้อยลงเต็มที จะเห็นได้ว่าวุฒิภาวะขององค์กรต่าง ๆ หรือบุคลากรในองค์กรที่จะวิเคราะห์และแยกแยะปัญหาในเชิงเหตุผลหรือหาที่ว่าง สำหรับการใช้เหตุผลกลับถูกบดบังไปด้วยอคติความโกรธและความเชื่อมาอยู่เหนือเ หตุผลทั้งสองฝ่ายจึงมีข้อจำกัด มีความชอบธรรมและได้รับการยอมรับในความชอบธรรมคนละฐานกัน เช่น กลุ่มพันธมิตรฯ เองตั้งใจจะแก้ปัญหาในประเทศอันเนื่องมาจากปัญหาโครงสร้างดังกล่าวแล้วแต่ไม ่ประสบความสำเร็จในช่วงปฏิวัติที่ผ่านมา การรณรงค์รอบใหม่ได้รับความชอบธรรมในสังคมไทยเอง หากแต่การใช้กำลังยึดทำเนียบและสถานีโทรทัศน์กลับถูกกังขาจากนานาชาติอีกฝ่ายหนึ่งอ้างความชอบธรรมเรื่องการพิทักษ์ปกป้องระบอบประชาธิปไตย โดยละเว้นไม่พูดปัญหาเชิงโครงสร้างพยายามลากยาวรักษากติกาเรื่องตัวแทนและกา รเลือกตั้งซึ่งได้ได้การยอมรับจากมิติภายในบางส่วนและชุมชนนานาชาติต่างก็มอ งปัญหาพื้นผิวตรงกัน จึงได้รับการยอมรับจากนานาชาติ แต่ถูกปฏิเสธจากส่วนหนึ่งในสังคมไทยและมีสภาพเหมือนกับได้อำนาจแต่ไม่มีอำนา จในการปกครอง
ด ังนั้น ประเทศไทยอยู่ในสภาวะที่ตีบตันทางการเมือง การแก้ไขปัญหาในระบบก็ไม่เกิดประสิทธิภาพ ไม่ได้รับการยอมรับจากอีกฝ่ายหนึ่ง ส่วนจะใช้วิธีการนอกระบบ ตรรกของโลกาภิวัตน์ก็จะเป็นตัวถ่วงลั้งทำให้แม้แต่จะคิดก็ล้มเหลวแล้ว สถานการณ์ต่อไปจึงน่าจะเป็นลักษณะทั้งสองฝ่ายยันกันทางยุทธวิธี และหากไม่สามารถก้าวพ้นสภาวะดังกล่าวได้ท้ายที่สุดรัฐไทยคงไม่พ้นสงครามกลางเมือง
ที่มา http://witayakornclub.wordpress.com/2008/11/06/gol/
วันพุธที่ 4 เมษายน พ.ศ. 2555
หน้าที่ของเด็กไทยและผู้ใหญ่
หน้าที่พลเมืองของเด็กไทย
“ เด็กเอ๋ยเด็กดี ต้องมีหน้าที่ 10 อย่างด้วยกัน
1. นับถือศาสนา
2. รักษาธรรมเนียมมั่น
3. เชื่อพ่อแม่ครูอาจารย์
4. วาจานั้นต้องสุภาพอ่อนหวาน
5. ยึดมั่นกตัญญู
6. เป็นผู้รู้รักการงาน
7. ต้องการศึกษาให้เชี่ยวชาญ ต้องมานะบางบั่น ไม่เกียจไม่คร้าน
8. รู้จักออมประหยัด
9. ต้องซื่อสัตย์ตลอดกาล น้ำใจนัก กีฬากล้าหาญ ให้เหมาะสมกับกาลสมัยชาติพัฒนา
10. ทำตนให้เป็นประโยชน์ รู้บาปบุญคุณโทษ สมบัติชาติต้องรักษา เด็กสมัยชาติพัฒนา
จะเป็นเด็กที่พาชาติไทยเจริญ ”
หน้าที่พลเมืองของผู้ใหญ่ไทย
“ ผู้ใหญ่เอ๋ยผู้ใหญ่ดี ต้องมีหน้าที่ 10 อย่างด้วยกัน ”
1. เคารพความแตกต่างระหว่างศาสนา
2. รักษาความจริงให้มั่น
3. อย่าลบหลู่พ่อแม่ครูอาจารย์ (และพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว)
4. วาจานั้นต้องสุภาพอ่อนหวาน
5. เลิกยึดมั่นในตัวกู
6. เป็นผู้อยู่อย่างพอเพียง
7. ต้องเลิกใช้ชีวิตสุ่มเสี่ยงอบายมุข
8. รู้จักเป็นผู้ให้
9. ต้องฝึกฝนน้ำใจสัตย์ซื่อตลอดกาล น้ำใจนักกีฬากล้าหาญ ให้เหมาะสมกับกาลสมัย ชาติพัฒนา
10. บำเพ็ญตนให้เป็นประโยชน์ มีสำนึกในบาปบุญคุณโทษ สมบัติชาติต้องรักษา ผู้ใหญ่สมัยชาติพัฒนา ต้องมีปิยวาจา ไม่โกรธไม่กร้าว ชาติไทยจะรุ่งโรจน์สกาว เมื่อผู้ใหญ่ของเราครองทศพิธราชธรรม ”
ขอบคุณข้อมูลจาก http://www.dharmastation.org/blogMsg.php?BgrID=149
วันจันทร์ที่ 2 เมษายน พ.ศ. 2555
สังคมไทยในปัจจุบัน
สังคมไทยปัจจุบัน เป็นสังคมที่เห็นคุณค่าทางวัตถุมากกว่าคุณค่าทางจิตใจ ยิ่งพัฒนาไปเท่าใด จะยิ่งเกิดปัญหาจากการพัฒนาเท่านั้น ยิ่งมีวัตถุสนองความต้องการมากเท่าใดยิ่งไม่รู้จักอิ่ม ไม่รู้จักพอ คนไทยในยุคโลกาภิวัตน์จึงมีปัญหาทางจิตเกิดขึ้นมากมาย เช่น มีพฤติกรรมการแสดงออกที่รุนแรง ขาดเมตตา ทั้ง ๆ ที่พระพุทธศาสนาสอนว่า เมตตาธรรมเป็นเครื่องค้ำจุนโลก ทำให้คนไทยยุคใหม่ตกเป็นทาสของประเทศทุนนิยมที่ผลิตเครื่องอุปโภคบริโภคมาเป็นเหยื่อล่อ ทำให้มนุษย์เกิดกิเลสอยากมีอยากได้ สนับสนุนให้เกิดค่านิยมบริโภคผ่านสื่อต่าง ๆ โดยปราศจากการควบคุม เมื่อเกิดความอยากมี อยากได้ แต่ไม่มีเงินซื้อจะกระทำทุจริต ลักเล็กขโมยน้อย ฉกชิงวิ่งราวดังที่เป็นข่าวอยู่เสมอ สังคมปัจจุบันจึงไร้ความมีน้ำใจ มนุษย์ชอบหมกมุ่นในกามคุณ เป็นที่รวมสิ่งยั่วยุทางเพศ สื่อลามกต่าง ๆ มากมาย มีสิ่งมอมเมาในรูปแบบการพนันต่าง ๆ อีกมาก เสพสิ่งเสพติด เช่น บุหรี่ ยาบ้า ยาไอซ์ เมื่อสังคมไทยตกอยู่ในสภาพแวดล้อมทางสังคมเช่นนี้ จึงหมกมุ่นจนถอนตัวไม่ขึ้น อีกทั้งคนส่วนใหญ่คิดว่า การมีความพร้อมทางวัตถุจะทำให้ชีวิตมีความสงบสุข จึงชอบวิ่งตามวัตถุ ไขว่คว้าหามาบำรุงชีวิต สิ่งใดที่ยังไม่มีเหมือนคนทั่วไปจะพยายามดิ้นรนหามา สิ่งที่มีอยู่แล้วก็ให้มีมากกว่าเดิม ถึงกับกู้หนี้ยืมสินมาซื้อหา ที่ถลำลึกอาจถึงขั้นทุจริตคิดมิชอบต่อหน้าที่การงาน คนประเภทนี้จะหาความสงบสุขทางใจไม่ได้จนตลอดชีวิต
มนุษย์ในสังคมปัจจุบันชอบตรวจสอบคนอื่น ไม่ยอมหันมาตรวจสอบตนเอง ดังคำสอนที่ว่า จงเตือนตนด้วยตนเอง หรือจงตั้งตนไว้ในคุณธรรมก่อน แล้วจึงสอนคนอื่น ทำได้เช่นนี้จึงจะไม่มัวหมอง ไม่ควรแต่คิดหาความผิดของคนอื่นหรือธุระที่เขาทำหรือยังไม่ทำ แต่ควรพิจารณาตนว่า อะไรที่ตนทำแล้วหรือยังไม่กระทำ ระบบการศึกษาอบรมของไทยในปัจจุบันได้รับอิทธิพลจากประเทศทางตะวันตก สอนให้รู้เรื่องภายนอกตัว มิได้เน้นว่าเมื่อเรียนรู้เรื่องของคนอื่นแล้ว ให้หันมาตรวจสอบตนเองบ้าง ระบบการศึกษาเช่นนี้เมื่อตนมีข้อบกพร่องอะไรกลับมองไม่เห็น หรือเห็นแต่แกล้งทำไม่สนใจ พฤติกรรมของมนุษย์ประการสำคัญ คือ มีศรัทธาเลื่อนลอย คนไทยนับถือพระนับถือเจ้าก็จริง แต่ส่วนใหญ่ไม่ เลื่อมใสอย่างมั่นคง ชาวพุทธที่นับถือพระรัตนตรัยจึงควรพึ่งตนเอง ยึดเอาพระรัตนตรัยเป็นแรงบันดาลใจ ไม่ดูถูกความสามารถของตนเอง หันไปพึ่งผีสางเทวดาหรือสิ่งที่เหลวไหล หรืองมงายต่าง ๆ เช่น สัตว์ประหลาดหัวเป็นหมู หางเป็นหมา ปลาไหลเผือก เป็นต้น
คนไทยยุคใหม่ในปัจจุบัน ส่วนใหญ่นับถือพระรัตนตรัยเพียงลมปากเท่านั้น แต่มีพฤติกรรมสวนทางให้เลื่อมใสศรัทธาเป็นส่วนใหญ่ หลักสูตรวิชาพระพุทธศาสนามีหัวข้อที่ทันสมัยอยู่ข้อหนึ่งคือ ปัญหาทางจิตของประชาชนไทย ที่ว่าทันสมัยเพราะสังคมไทยเป็นสังคมที่มีความสงบสุข ไม่มีปัญหาทางจิต ไม่เหมือนกับประเทศที่เจริญหรือพัฒนาแล้วแต่มีคนเป็นโรคจิตหรือคนบ้าเพิ่มขึ้น แต่ปัจจุบันคนไทยตกอยู่ในสภาพไม่แตกต่างจากประเทศที่เจริญหรือประเทศที่พัฒนาแล้วที่หมกมุ่น หลงใหลในวัตถุมากว่าสิ่งที่มีคุณค่าทางจิตใจ ทำให้เดินเข้าสู่สิ่งที่เรียกว่า อบายมุขได้ง่ายมากกว่าการเดินทางเข้าสู่วัด เพื่อบำเพ็ญบุญ บำเพ็ญทานบารมีเพื่อให้ชีวิตได้พบกับความสุข ความเจริญ
ที่มา สำนักพัฒนาการประชาสัมพันธ์ กรมประชาสัมพันธ์ http://hq.prd.go.th/PRTechnicalDM/ewt_news.php?nid=1619
มนุษย์ในสังคมปัจจุบันชอบตรวจสอบคนอื่น ไม่ยอมหันมาตรวจสอบตนเอง ดังคำสอนที่ว่า จงเตือนตนด้วยตนเอง หรือจงตั้งตนไว้ในคุณธรรมก่อน แล้วจึงสอนคนอื่น ทำได้เช่นนี้จึงจะไม่มัวหมอง ไม่ควรแต่คิดหาความผิดของคนอื่นหรือธุระที่เขาทำหรือยังไม่ทำ แต่ควรพิจารณาตนว่า อะไรที่ตนทำแล้วหรือยังไม่กระทำ ระบบการศึกษาอบรมของไทยในปัจจุบันได้รับอิทธิพลจากประเทศทางตะวันตก สอนให้รู้เรื่องภายนอกตัว มิได้เน้นว่าเมื่อเรียนรู้เรื่องของคนอื่นแล้ว ให้หันมาตรวจสอบตนเองบ้าง ระบบการศึกษาเช่นนี้เมื่อตนมีข้อบกพร่องอะไรกลับมองไม่เห็น หรือเห็นแต่แกล้งทำไม่สนใจ พฤติกรรมของมนุษย์ประการสำคัญ คือ มีศรัทธาเลื่อนลอย คนไทยนับถือพระนับถือเจ้าก็จริง แต่ส่วนใหญ่ไม่ เลื่อมใสอย่างมั่นคง ชาวพุทธที่นับถือพระรัตนตรัยจึงควรพึ่งตนเอง ยึดเอาพระรัตนตรัยเป็นแรงบันดาลใจ ไม่ดูถูกความสามารถของตนเอง หันไปพึ่งผีสางเทวดาหรือสิ่งที่เหลวไหล หรืองมงายต่าง ๆ เช่น สัตว์ประหลาดหัวเป็นหมู หางเป็นหมา ปลาไหลเผือก เป็นต้น
คนไทยยุคใหม่ในปัจจุบัน ส่วนใหญ่นับถือพระรัตนตรัยเพียงลมปากเท่านั้น แต่มีพฤติกรรมสวนทางให้เลื่อมใสศรัทธาเป็นส่วนใหญ่ หลักสูตรวิชาพระพุทธศาสนามีหัวข้อที่ทันสมัยอยู่ข้อหนึ่งคือ ปัญหาทางจิตของประชาชนไทย ที่ว่าทันสมัยเพราะสังคมไทยเป็นสังคมที่มีความสงบสุข ไม่มีปัญหาทางจิต ไม่เหมือนกับประเทศที่เจริญหรือพัฒนาแล้วแต่มีคนเป็นโรคจิตหรือคนบ้าเพิ่มขึ้น แต่ปัจจุบันคนไทยตกอยู่ในสภาพไม่แตกต่างจากประเทศที่เจริญหรือประเทศที่พัฒนาแล้วที่หมกมุ่น หลงใหลในวัตถุมากว่าสิ่งที่มีคุณค่าทางจิตใจ ทำให้เดินเข้าสู่สิ่งที่เรียกว่า อบายมุขได้ง่ายมากกว่าการเดินทางเข้าสู่วัด เพื่อบำเพ็ญบุญ บำเพ็ญทานบารมีเพื่อให้ชีวิตได้พบกับความสุข ความเจริญ
ที่มา สำนักพัฒนาการประชาสัมพันธ์ กรมประชาสัมพันธ์ http://hq.prd.go.th/PRTechnicalDM/ewt_news.php?nid=1619
จุดอ่อน จุดแข็ง ของเยาวชนไทยในยุคโลกาภิวัตน์
๑. จุดแข็งของเยาวชนไทย
๑.๑ เป็นคนมีเหตุผล ความมีเหตุผลนี้จะทำให้พฤติกรรมกล้าถาม กล้าตอบ กล้าโต้เถียง ซึ่งผู้ใหญ่จะมองว่าหัวแข็ง ไม่มีสัมมาคารวะ แต่ ลักษณะมีเหตุมีผลนี้เป็นคุณสมบัติที่เหมาะกับโลก ปัจจุบัน อันเป็นยุคโฆษณา
๑.๒ เป็นตัวของตัวเอง ความเป็นตัวของตัวเองคืออยากทำอะไรก็ทำที่ตัวเองเห็นว่าดีถูกต้อง เช่น การยืน การพูด ถกเถียง การแต่งตัว แม้แต่การเข้าไปในวัด คุยกับพระ หากผู้ใหญ่ไม่เข้าใจความเป็นตัวของวัยรุ่นก็จะตำหนิหรือหาว่าไม่มีมารยาท ไม่มีสัมมาคารวะ
๑.๓ ความกล้า ความสนใจกว้างกว่า การก้าวทันวิทยาการใหม่ ๆ วัยรุ่นเป็นคนรุ่นใหม่จะกล้ามากกว่าเดิม กล้าเรียน กล้าทำงาน กล้าเป็นนักร้อง กล้าเป็นนางแบบ รู้เรื่องคอมพิวเตอร์ อินเตอร์เนท รู้ความเคลื่อนไหว ความเป็นไปต่าง ๆ ของสังคม และโลก ทั้งที่ใกล้และไกลตัว
๒. จุดอ่อนของเยาวชนไทย
๒.๑ ความอ่อนแอในเชิงวัฒนธรรมและวิถีชีวิตแบบไทยอันเนื่องมาจากชีวิตครอบครัว ลักษณะสังคมไทยเปลี่ยนไปมาก พ่อแม่ไม่มีเวลาสั่งสอนอบรมลูกน้อยลง เยาวชนเข้าเรียนหนังสือในชีวิตอยู่ในโรงเรียนตั้งแต่วัยเยาว์ โรงเรียนไม่สามารถอบรมกล่อมเกลาเยาวชนในด้านวัฒนธรรมและวิถีชีวิตได้เท่าเทียมกับพ่อแม่และชุมชน หรือจะกล่าวง่าย ๆ คือ วัด บ้าน โรงเรียน แยกส่วนกันไม่เป็นสังคมที่กลมกลืนกัน การหล่อหลอม อบรม สืบทอดวัฒนธรรมและวิถีชีวิตแบบไทยก็อ่อนด้อยไป ยิ่งเยาวชนที่อยู่ในวัยทำงานต้องจากครอบครัวไปอยู่ต่างถิ่น อยู่ในสังคมโรงเรียน ยิ่งเกิดการแตกแยก ทั้งทางด้านจิตใจและการดำเนินชีวิต ความอ่อนแอในทางวัฒนธรรมทำให้ขาดจุดยืน ขาดความมั่นใจ ขาดการใคร่ครวญและรับหรือไม่รับสิ่งต่าง ๆ ที่เข้ามากระทบได้ง่าย เกิดความสับสนในการดำเนินชีวิตแบบไทยที่เหมาะสมถึงสภาพปัจจุบัน เยาวชนจำนวนไม่น้อยเห่อเหิม ฟุ่มเฟือย หนักไม่เอาเบาไม่สู้ หลงวัตถุ หลงเงินตรา ก่อปัญหาให้ตัวเองและสังคม
๒.๒ ความว้าเหว่ เปล่าเปลี่ยว สับสนวุ่นวายทาง สภาพครอบครัว สภาพสังคมที่สับสน สภาพการแข่งขัน สภาพชิงดีชิงเด่น เอารัดเอาเปรียบ ทำให้จิตใจของเยาวชนจำนวนไม่น้อยเกิดความสับสนวุ่นวาย ยิ่งวัยรุ่นเป็นวัยที่ติดเพื่อนพลอยทำให้ตัดสินใจอะไรพลาดพลั้งได้ง่าย ยิ่งประเภทพ่อแม่ไม่มีเวลาให้ลูกหรือครอบครัวมีปัญหา ครอบครัวแตกแยก หรือการออกไปทำงานต่างถิ่นยิ่งเสี่ยงต่อการตัดสินใจในทางที่ผิดก่อปัญหาต่อตัวเองและสังคม
จุดอ่อนของเยาวชนทั้ง ๒ ข้อ เป็นพื้นฐานสำคัญที่สุด ก่อให้เกิดปัญหาอื่น ๆ ตามมาที่น่าสังเกต ก็คือ เป็นเรื่องของจิตใจอันเป็นผลให้คนดำเนินชีวิตไปทั้งในทางชั่วและทางดี เรื่องการนำและอบรมทางใจนี้ พระสงฆ์ย่อมมีบทบาทสูงสุดอย่างไม่ต้องสงสัย
ที่มา http://www.songpak16.com/aticle/Wisaitas.html
๑.๑ เป็นคนมีเหตุผล ความมีเหตุผลนี้จะทำให้พฤติกรรมกล้าถาม กล้าตอบ กล้าโต้เถียง ซึ่งผู้ใหญ่จะมองว่าหัวแข็ง ไม่มีสัมมาคารวะ แต่ ลักษณะมีเหตุมีผลนี้เป็นคุณสมบัติที่เหมาะกับโลก ปัจจุบัน อันเป็นยุคโฆษณา
๑.๒ เป็นตัวของตัวเอง ความเป็นตัวของตัวเองคืออยากทำอะไรก็ทำที่ตัวเองเห็นว่าดีถูกต้อง เช่น การยืน การพูด ถกเถียง การแต่งตัว แม้แต่การเข้าไปในวัด คุยกับพระ หากผู้ใหญ่ไม่เข้าใจความเป็นตัวของวัยรุ่นก็จะตำหนิหรือหาว่าไม่มีมารยาท ไม่มีสัมมาคารวะ
๑.๓ ความกล้า ความสนใจกว้างกว่า การก้าวทันวิทยาการใหม่ ๆ วัยรุ่นเป็นคนรุ่นใหม่จะกล้ามากกว่าเดิม กล้าเรียน กล้าทำงาน กล้าเป็นนักร้อง กล้าเป็นนางแบบ รู้เรื่องคอมพิวเตอร์ อินเตอร์เนท รู้ความเคลื่อนไหว ความเป็นไปต่าง ๆ ของสังคม และโลก ทั้งที่ใกล้และไกลตัว
๒. จุดอ่อนของเยาวชนไทย
๒.๑ ความอ่อนแอในเชิงวัฒนธรรมและวิถีชีวิตแบบไทยอันเนื่องมาจากชีวิตครอบครัว ลักษณะสังคมไทยเปลี่ยนไปมาก พ่อแม่ไม่มีเวลาสั่งสอนอบรมลูกน้อยลง เยาวชนเข้าเรียนหนังสือในชีวิตอยู่ในโรงเรียนตั้งแต่วัยเยาว์ โรงเรียนไม่สามารถอบรมกล่อมเกลาเยาวชนในด้านวัฒนธรรมและวิถีชีวิตได้เท่าเทียมกับพ่อแม่และชุมชน หรือจะกล่าวง่าย ๆ คือ วัด บ้าน โรงเรียน แยกส่วนกันไม่เป็นสังคมที่กลมกลืนกัน การหล่อหลอม อบรม สืบทอดวัฒนธรรมและวิถีชีวิตแบบไทยก็อ่อนด้อยไป ยิ่งเยาวชนที่อยู่ในวัยทำงานต้องจากครอบครัวไปอยู่ต่างถิ่น อยู่ในสังคมโรงเรียน ยิ่งเกิดการแตกแยก ทั้งทางด้านจิตใจและการดำเนินชีวิต ความอ่อนแอในทางวัฒนธรรมทำให้ขาดจุดยืน ขาดความมั่นใจ ขาดการใคร่ครวญและรับหรือไม่รับสิ่งต่าง ๆ ที่เข้ามากระทบได้ง่าย เกิดความสับสนในการดำเนินชีวิตแบบไทยที่เหมาะสมถึงสภาพปัจจุบัน เยาวชนจำนวนไม่น้อยเห่อเหิม ฟุ่มเฟือย หนักไม่เอาเบาไม่สู้ หลงวัตถุ หลงเงินตรา ก่อปัญหาให้ตัวเองและสังคม
๒.๒ ความว้าเหว่ เปล่าเปลี่ยว สับสนวุ่นวายทาง สภาพครอบครัว สภาพสังคมที่สับสน สภาพการแข่งขัน สภาพชิงดีชิงเด่น เอารัดเอาเปรียบ ทำให้จิตใจของเยาวชนจำนวนไม่น้อยเกิดความสับสนวุ่นวาย ยิ่งวัยรุ่นเป็นวัยที่ติดเพื่อนพลอยทำให้ตัดสินใจอะไรพลาดพลั้งได้ง่าย ยิ่งประเภทพ่อแม่ไม่มีเวลาให้ลูกหรือครอบครัวมีปัญหา ครอบครัวแตกแยก หรือการออกไปทำงานต่างถิ่นยิ่งเสี่ยงต่อการตัดสินใจในทางที่ผิดก่อปัญหาต่อตัวเองและสังคม
จุดอ่อนของเยาวชนทั้ง ๒ ข้อ เป็นพื้นฐานสำคัญที่สุด ก่อให้เกิดปัญหาอื่น ๆ ตามมาที่น่าสังเกต ก็คือ เป็นเรื่องของจิตใจอันเป็นผลให้คนดำเนินชีวิตไปทั้งในทางชั่วและทางดี เรื่องการนำและอบรมทางใจนี้ พระสงฆ์ย่อมมีบทบาทสูงสุดอย่างไม่ต้องสงสัย
ที่มา http://www.songpak16.com/aticle/Wisaitas.html
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)
